
หน่วยความจำแฟลชเป็นศูนย์กลางของอุปกรณ์หลายชนิดที่เราใช้ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นไดรฟ์ USB การ์ดหน่วยความจำในกล้อง ที่เก็บข้อมูลภายในโทรศัพท์ หรือ SSD ภายในและภายนอก เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาขึ้น วิธีการที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูลภายในเซลล์หน่วยความจำแต่ละเซลล์ก็พัฒนาตามไปด้วย โซลูชันแฟลชสมัยใหม่ใช้การออกแบบเซลล์ที่แตกต่างกันเพื่อเพิ่มความจุ เพิ่มประสิทธิภาพต้นทุน หรือปรับปรุงความทนทาน ขึ้นอยู่กับวิธีการใช้งานอุปกรณ์
หากคุณเคยสงสัยว่าทำไมไดรฟ์บางตัวจึงรู้สึกรวดเร็วกว่า ใช้งานได้นานกว่า หรือมีความจุมากกว่าในราคาที่ต่ำกว่า คำตอบมักอยู่ที่ประเภทของแฟลชที่มีอยู่ภายใน คู่มือนี้อธิบายความแตกต่างที่สำคัญเพื่อให้คุณเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในระดับหน่วยความจำและเลือกเทคโนโลยีแฟลชที่เหมาะสมกับความต้องการของคุณมากที่สุด
หน่วยความจำแฟลช NAND คืออะไร
NAND คือแฟลชเมมโมรี่แบบไม่เลือนหายซึ่งสามารถเก็บรักษาข้อมูลได้แม้ว่าจะไม่ได้ต่ออยู่กับแหล่งจ่ายไฟ ความสามารถในการเก็บรักษาข้อมูลเมื่อตัดกระแสไฟฟ้าทำให้ NAND เป็นทางเลือกที่ดีอย่างยิ่งสำหรับใช้กับอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลติดตั้งภายใน ต่อพ่วง หรือแบบพกพา ไดรฟ์ USB, SSD และการ์ด SD ล้วนใช้เทคโนโลยีแฟลช ซึ่งให้หน่วยความจำสำหรับโน้ตบุ๊ก พีซี สมาร์ทโฟน หรือกล้องดิจิทัลของคุณ
มี NAND ที่จำหน่ายในตลาดอยู่หลายประเภท ในเบื้องต้น ข้อแตกต่างที่สำคัญคือจำนวนบิตที่สามารถจัดเก็บต่อเซลล์ บิตคือประจุไฟฟ้าที่สามารถรองรับค่าได้สองค่าคือ 0 หรือ 1 หรือ เปิด/ปิด
ข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่าง NAND แต่ละประเภทคือราคา ความจุ และความทนทาน ความทนทานถูกกำหนดโดยจำนวนรอบ P/E ที่เซลล์แฟลชสามารถทนได้ก่อนที่จะเริ่มเสื่อมสภาพ รอบ P/E คือกระบวนการลบและเขียนข้อมูลไปที่เซลล์ สำหรับเทคโนโลยี NAND แล้ว หากมีรอบ P/E มากกว่า อุปกรณ์ก็ย่อมทนทานมากกว่า
ประเภทที่พบบ่อยที่สุดของหน่วยความจำแฟลช NAND คือ SLC, MLC, TLC และ QLC โดยแต่ละประเภทมีข้อแลกเปลี่ยน‑ที่แตกต่างกัน ในส่วนต่อไปนี้ เราจะมาดูลักษณะเฉพาะของแต่ละประเภทอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น และสิ่งที่ทำให้เหมาะสมกับการใช้งานที่แตกต่างกัน